
การรักษาโรคสะเก็ดเงินที่เคยได้ผลดี อาจไม่ได้เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดตลอดไป
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน อาการของโรคสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา ทั้งจากตัวโรคเอง ปัจจัยกระตุ้น สุขภาพโดยรวม และรูปแบบการใช้ชีวิต
ดังนั้น หากผื่นสะเก็ดเงินกำเริบบ่อยขึ้น เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา เริ่มมีอาการปวดข้อ หรือการรักษาในปัจจุบันเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต อาจเป็นสัญญาณว่าควรกลับมาประเมินแผนการรักษาร่วมกับแพทย์อีกครั้ง
ปัจจุบัน เป้าหมายของการรักษาโรคสะเก็ดเงินไม่ได้มีเพียงการทำให้ผื่นลดลง แต่ยังให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิต โรคร่วม ความสะดวกในการรักษา และเป้าหมายชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน ด้วย
1. ผื่นสะเก็ดเงินกำเริบ หรือมีผื่นใหม่เพิ่มขึ้น
แม้จะรักษาโรคสะเก็ดเงินมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจพบว่าผื่นเดิมกลับมากำเริบ หรือเริ่มมีผื่นใหม่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยหลายอย่างอาจกระตุ้นให้อาการของโรคเปลี่ยนแปลง เช่น
- ความเครียด
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ
- การติดเชื้อหรือการเจ็บป่วย
- การดื่มแอลกอฮอล์
- การสูบบุหรี่
- การบาดเจ็บ รอยเกา หรือรอยขีดข่วนที่ผิวหนัง
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
- ยาบางชนิด
หากผื่นกำเริบบ่อยขึ้น มีพื้นที่ผื่นเพิ่มขึ้น หรือเริ่มควบคุมโรคได้ยากกว่าเดิม แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นแล้ว แพทย์อาจพิจารณาประเมินสาเหตุและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาด้วยตนเอง โดยเฉพาะยารับประทานหรือยาฉีด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับการรักษา
2. การรักษาเดิมทำได้ยาก จนไม่สามารถรักษาได้อย่างต่อเนื่อง
ยาที่มีประสิทธิภาพจะช่วยควบคุมโรคได้ดี ก็ต่อเมื่อสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินบางรายอาจมีข้อจำกัด เช่น
- ยาทาบางชนิดเหนียวหรือไม่สะดวกในการใช้
- ต้องทายาหลายครั้งต่อวัน
- มีผื่นหลายตำแหน่ง ทำให้ใช้เวลาทายานาน
- การฉายแสง UV ทางการแพทย์ (Phototherapy) ต้องเดินทางมารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
- ตารางงานหรือการเดินทางทำให้รักษาตามแผนได้ยาก
- การรักษาบางรูปแบบไม่เหมาะกับวิถีชีวิตในระยะยาว
หากวิธีรักษาทำให้รู้สึกว่า “ทำต่อเนื่องได้ยาก” ควรบอกแพทย์ตามความเป็นจริง
เพราะปัญหาอาจไม่ใช่ว่า “ยาไม่ได้ผล” แต่อาจเป็นเพราะ รูปแบบการรักษายังไม่เหมาะกับชีวิตของผู้ป่วยคนนั้น
การรักษาที่ดีจึงไม่ควรมีเพียงประสิทธิภาพ แต่ควรเป็นการรักษาที่ผู้ป่วยสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตจริงด้วย
3. เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา
การรักษาโรคสะเก็ดเงินแต่ละวิธีมีทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน
ผู้ป่วยแต่ละคนจึงอาจตอบสนองต่อการรักษาไม่เหมือนกัน บางรายควบคุมโรคได้ดีโดยไม่มีปัญหา ขณะที่บางรายอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลต่อสุขภาพหรือคุณภาพชีวิต
หากสงสัยว่ามีผลข้างเคียงจากการรักษา ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินว่าอาการดังกล่าวสัมพันธ์กับการรักษาหรือไม่ และพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมต่อไป
ในผู้ที่ใช้ยาบางกลุ่ม แพทย์อาจแนะนำการตรวจเลือดหรือการติดตามสุขภาพเป็นระยะเพื่อช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัย
4. เริ่มมีอาการปวดข้อ หรือสงสัยข้ออักเสบสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ผิวหนัง ผู้ป่วยบางรายสามารถเกิด ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis: PsA) ร่วมด้วย
มีข้อมูลว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอาจมีข้ออักเสบสะเก็ดเงินร่วมด้วย
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- ปวดหรือกดเจ็บบริเวณข้อ
- ข้อบวม
- ข้อติดหรือฝืด โดยเฉพาะในช่วงเช้า
- นิ้วมือหรือนิ้วเท้าบวมทั้งนิ้ว
- ปวดบริเวณส้นเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย
- ปวดหลังหรือข้อต่อบางตำแหน่งเรื้อรัง
- อาการข้อที่เริ่มกระทบการเคลื่อนไหวหรือกิจวัตรประจำวัน
หากมีอาการเหล่านี้ ควรแจ้งแพทย์ ไม่ควรรอจนข้อผิดรูปหรือการเคลื่อนไหวลดลง เพราะข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ความเสียหายของข้อได้
ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์จะประเมินทั้งอาการทางผิวหนังและข้อ และอาจพิจารณาการรักษาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย เช่น ยารับประทานหรือ ยาชีววัตถุ (Biologics) ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
5. โรคยังไม่ถูกควบคุมได้ตาม “เป้าหมายชีวิต” ของคุณ
ความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ผื่นกินพื้นที่มากแค่ไหน” เพียงอย่างเดียว
ผื่นที่มีพื้นที่ไม่มาก อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก หากเกิดในบริเวณที่มองเห็นง่าย ใช้งานบ่อย หรือมีความละเอียดอ่อน เช่น
- หนังศีรษะ
- ใบหน้า
- เล็บ
- ฝ่ามือ
- ฝ่าเท้า
- ซอกพับ
- อวัยวะเพศ
ตัวอย่างเช่น ผื่นบริเวณฝ่ามือเพียงเล็กน้อยอาจรบกวนการทำงานอย่างมาก หรือสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะและใบหน้าอาจส่งผลต่อความมั่นใจและการเข้าสังคม
นอกจากนี้ เป้าหมายการรักษาของแต่ละคนยังแตกต่างกัน
บางคนอาจต้องการควบคุมโรคให้ดีขึ้นเพื่อทำงานได้สะดวกขึ้น บางคนกำลังเตรียมตัวสำหรับวันแต่งงาน รับปริญญา เริ่มงานใหม่ เดินทาง หรือมีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต
ดังนั้น การรักษาที่เหมาะสมจึงควรคำนึงถึงทั้ง
ความรุนแรงของโรค + ตำแหน่งของผื่น + ผลกระทบต่อชีวิต + เป้าหมายของผู้ป่วย
ไม่ใช่ดูเพียงพื้นที่ผื่นเท่านั้น
ปัจจุบันโรคสะเก็ดเงินรักษาได้ด้วยวิธีใดบ้าง?
ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาโรคสะเก็ดเงินหลายรูปแบบ โดยแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับความรุนแรง ตำแหน่งของโรค โรคร่วม ประวัติการรักษา และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย
แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
- ยาทาเฉพาะที่ (Topical Treatment)
- การฉายแสง UV ทางการแพทย์ (Phototherapy)
- ยารับประทานหรือยาที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Systemic Treatment)
- ยาชีววัตถุ (Biologics)
ยาชีววัตถุเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีโรคระดับปานกลางถึงรุนแรง มีข้ออักเสบสะเก็ดเงิน หรือไม่สามารถควบคุมโรคได้เพียงพอด้วยการรักษาเดิม แต่ ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยสะเก็ดเงินทุกคนจำเป็นต้องใช้ Biologics
การเลือกวิธีรักษาจึงควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยพิจารณาทั้งข้อมูลทางการแพทย์และสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของผู้ป่วยคนนั้น
แล้วเมื่อไรควรกลับมาปรึกษาแพทย์เรื่องการรักษา?
หากคุณกำลังรักษาโรคสะเก็ดเงินอยู่ ลองสังเกตตัวเองว่าในช่วงที่ผ่านมา
ผื่นกำเริบบ่อยขึ้นหรือไม่?
การรักษาที่ใช้อยู่ทำต่อเนื่องได้ยากหรือไม่?
มีผลข้างเคียงที่รบกวนชีวิตหรือไม่?
เริ่มมีอาการปวดหรือบวมของข้อหรือไม่?
และโรคยังเป็นอุปสรรคต่อชีวิตในแบบที่คุณต้องการอยู่หรือไม่?
หากคำตอบของข้อใดข้อหนึ่งคือ “ใช่” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนยาทันที แต่เป็นเหตุผลที่ดีที่จะกลับมาพูดคุยกับแพทย์อีกครั้งว่า
“การรักษาที่ใช้อยู่ในวันนี้ ยังเป็นการรักษาที่เหมาะกับเราในวันนี้หรือไม่?”
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินรักษาหายขาดไหม?
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคอักเสบเรื้อรัง ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่ทำให้โรคหายขาดในทุกคน แต่การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยควบคุมโรค ลดผื่น ลดอาการ และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น
รักษาสะเก็ดเงินอยู่แต่ผื่นยังขึ้น หมายความว่าต้องเปลี่ยนยาหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยาทันที แพทย์จะประเมินหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของโรค ความสม่ำเสมอในการใช้ยา ปัจจัยกระตุ้น ผลข้างเคียง ตำแหน่งของผื่น และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ก่อนพิจารณาว่าควรคง เพิ่ม ลด หรือปรับเปลี่ยนการรักษา
โรคสะเก็ดเงินทำให้ปวดข้อได้หรือไม่?
ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้ออักเสบสะเก็ดเงินร่วมด้วย หากมีอาการปวดข้อ ข้อบวม ข้อติดตอนเช้า นิ้วบวมทั้งนิ้ว หรือปวดบริเวณส้นเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย ควรแจ้งแพทย์เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินทุกคนต้องใช้ Biologics หรือไม่?
ไม่จำเป็น การเลือกใช้ยาชีววัตถุขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค การมีข้ออักเสบร่วม ตำแหน่งของผื่น ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละราย
สรุป: การรักษาที่เหมาะสม อาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของชีวิต
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับสุขภาพ วิถีชีวิต และเป้าหมายของเรา
หากผื่นกำเริบบ่อยขึ้น ไม่สามารถรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เกิดผลข้างเคียง เริ่มมีอาการข้ออักเสบ หรือโรคยังส่งผลต่อชีวิตมากกว่าที่ควร อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการกลับมาประเมินแผนการรักษาร่วมกับแพทย์
เพราะเป้าหมายของการรักษาโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงการทำให้ผื่นลดลง
แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถ ควบคุมโรค ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
ไม่แน่ใจว่าการรักษาโรคสะเก็ดเงินที่ใช้อยู่ยังเหมาะสมหรือไม่?
หากโรคสะเก็ดเงินเริ่มควบคุมได้ยาก มีอาการปวดข้อ เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา หรือโรคเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่ Valor Clinic เพื่อประเมินโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ
💚 สุขภาพผิวดี เริ่มต้นจากการดูแลอย่างเข้าใจ
Healthy Skin Begins with Truly Understanding
👩🏻⚕️ รศ.พญ.เปรมจิต จันทองจีน
แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
สอบถามข้อมูลหรือนัดหมายแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
โทร. 02-287-4924
Line: @Valorclinic

